วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

ยูทิลิตี้สำหรับดูแลรักษาคอมพิวเตอร์


เมือเราใช้คอมพิวเตอร์ไปสักระยะ จำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ซึ่งนับเป็นอุปกรณ์ที่มีความ
สำคัญ เพราะเป็นส่วนบันทึกข้อมูลเมือใดที่ฮาร์ดดิสก์ทำงานผิดพลาด อาจส่งผลให้ข้อมูลเสียหาย ไปจนถึงทำให้ Windows มีปัญหาได้ เราสามารถใช้เครื่องมือ
ที่ช่วยดูแลและตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ดังนี้


Disk Cleanup ตรวจสอบและลบไฟล์ที่ไม่ใช้ในฮาร์ดดิสก์
Disk Defragmenter จัดระเบียบการเก็บข้อมูลให้ฮาร์ดดิสก์
Check Disk ตรวจหาความผิดพลาดบนฮาร์ดดิสก์
System Restore ใช้ยกเิลิกการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดกับคอมพิวเตอร์ขอ่งเราโดยย้อนกลับไปสถานะก่อนหน้านี้

1. ตรวจสอบและลบไฟล์ที่ไม่ใช้ด้วย Disk Cleanup
Disk Cleanup เป็นโปรแกรมที่จะตรวจสอบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ และแจ้งให้เราทราบเมื่อพบข้อมูลทีสมควรลบเพื่อให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น ไ้ด้แก่ไฟล์ข้อมูลที่ถูก
สร้างขึ้นเพื่อใช้งานชั่วคราวที่เราลบทิ้งได้ เช่น ไฟล์ที่เก็บใน Recycle Bin ไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) หรือไฟล์ที่เราดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ต








เมือเปิดโปรแกรม Disk Cleanup โปรแกรมจะให้เราเลือกลยไฟล์บนเครื่องที่สามารถลบทิ้งได้ โดยมีตัวเลือกดังนี้

My files only : ลบไฟล์จากยูสเซอร์แอคเคานต์ของเราเท่านั้น
Files from all users on this computer : ลบไฟล์จากทุกยูสเซอร์แอคเคานต์บนเครื่อง (ตัวเลือกนี้สำหรับยูสเซอร์แอคเคานต์ที่มีสถานะเป็น
Administrator เท่านั้น)
ให้เลือกไดรว์ที่ต้องการตรวจสอบ และคลิกปุ่ม จากนั้นโปรแกรมจะทำการตรวจสอบไฟล์ข้อมูลทั้งหมดในระบบ และแสดงรายการไฟล์ข้อ
มูลชนิดต่าง ๆ ที่สามารถลบออกได้ โดยแต่ละโฟลเดอร์มีรายละเอียดดังนี้

Dowloaded Program Files : ไฟล์ข้อมูลที่เราดาน์วโหลดมาจากอินเทอร์เน็ต
Hibernation File Cleaner : ไฟล์ที่เก็บสถานะของเครื่องไว้ เมื่อเราปิดเครื่องให้เข้าสู่สถานะ Hibernate
Recycle Bin : ไฟล์ที่เราสั่งลบแต่ยังอยู่ใน Recycle Bin
Setup Log Files : ไฟล์รายงานการติดตั้งของ Windows และโปรแกรมต่าง ๆ ที่ระบบบันทึกไว้
Temporary Files : ไฟล์ชั่วคราวนามสกุล .tmp ที่ Windows สร้างสำหรับใช้พักข้อมูลเมื่อใช้โปรแกรมต่าง ๆ ซึ่งอาจตกค้างอยู่ เวลาที่โปรแกรมนั้น
ทำงานผิดพลาด ถูกยกเลิกการทำงานกลางคัน หรือ Windows เกิดแฮงค์ หรือไฟดับ
Thumbnails : ไฟล์ชั่วคราวที่ระบบสร้างขึ้นเพื่อแสดงภาพขนาดเล็ก เมื่อเราเลือกชมไฟล์จากมุมมอง Thumbnails
Windows Error Reports : ไฟล์ข้อมูลที่ Windows ทำการบันทึกไว้เกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระหว่างใช้งาน โดยแยกออกเป็นผู้ใช้ (Per
user archived) และของระบบ (System archived)
คลิกเมาส์ให้มีเครื่องหมายถูกหน้าชนิดไฟล์ที่จะลบ จากนั้นคลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อลบไฟล์ที่เลือก โปรแกรมจะทำการลบข้อมูลในโฟลเดอร์ที่
ระบุ ซึ่งจะทำให้เราได้พื้นที่ว่างบนระบบเพิ่มมากขึ้น

2. จัดระเบียบข้อมูลฮาร์ดดิสก์ด้วย Disk Defragmenter
หลังจากการใช้งาน Windows ระยะหนึ่งเรามักพบว่าข้อมูลที่บันทึกไว้ถูกจัดเก็บแบบกระจายเป็นส่วนย่อย เนื่องจากข้อมูลถูกเขียนในดิสก์ที่เกิดเป็นช่วง ๆ
เมื่อมีการอ่านข้อมูล ฮาร์ดดิสก์จึงทำงานได้ช้าลง เพราะต้องเสียเวลาหาข้อมูลแต่ละส่วนที่แยกกันอยู่คนละที่
Disk Defragmenter สามารถจัดระเบียบข้อมูลที่บัีนทึกในฮาร์ดดิสก์ได้ใหม่ เพื่อให้การอ่าน/เขียนข้อมูลรวดเร็วขึ้น โดย Windows Vista จะกำหนดช่วง
เวลารัน Disk Defragmenter อัตโนมัติไว้ให้แล้วสัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้าเราต้องการสั่งจัดระเบียบข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ด้วยตัวเองก็ทำได้ ดังนี้







เมื่อเปิดโปรแกรม Disk Defragementer ให้คลิกที่ปุ่ม เพื่อเริ่มจัดระเบียบข้อมูลในดิสก์ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที่ไป
จนถึงเป็นชั่วโมง เมื่อทำงานเสร็จ จะแสดงหน้าจอแจ้งให้เราทราบ ซึ่งเราสามารถคลิกปุ่ม เพื่อดูรายงานสรุปการทำงานของโปรแกรมได้
สำหรับขั้นตอนการจัดระเบียบฮาร์ดดิสก์นั้น ต้องใช้พื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 10% ของขนาดฮาร์ดดิสก์ เช่น สำหรับฮาร์ดดิสก์ขนาด 80 GB จะต้อง
ใช้พื้นที่ว่างอย่างน้อย 8 GB หากเรามีพื้นที่ไม่พอ โปรแกรม Disk Defragementer จะแสดงข้อความให้เราทราบ และหยุดการทำงาน เพื่อให้เราเคลียร์พื้นที่ให้
ได้ก่อน



การใช้งาน Disk Defragmenter บน Windows XP
หน้าต่างการทำงานของเครื่องมือ Disk Defragmenter บน Windows XP จะมีความแตกต่างเล็กน้อยจากการใช้งานบน Windows Vista ดังนี้












3. ตรวจหาความผิดพลาดบนดิสก์
เมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปช่วงเวลาหนึ่ง มีการอ่านและเขียนข้อมูลจำนวนมากลงบนฮาร์ดดิสก์ หรือจากการใช้งานโปรแกรมที่ไม่สมบูรณ์ หรือความผิดพลาด
จากการใช้งานของผู้ใช้ เช่น ไฟดับ หรือปิดเครื่องขณะที่ระบบกำลังเขียนหรืออ่านไฟล์ข้อมูลอยู่ เป็นไปได้ที่ตำแหน่งเก็บข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ของเราอาจเกิดความ
เสียหายขึ้นบ้างบางจุด ซึ่งรูปแบบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับดิสก์ที่เราใช้งาน มีดังนี้


เกิด Bad Sector บนฮาร์ดดิสก์ : ฺBad Sector คือจุดที่เสียบนฮาร์ดดิกส์ และไม่สามารถบันทึกข้อมูลบนตำแหน่งนั้นได้ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ฮาร์ด
ดิสก์มาเป็นเวลานาน สารแม่เหล็กที่เคลือบอยู่บนพื้นผิวฮาร์ดดิสก์สำหรับบันทึกข้อมูลก็มีการสึกกร่อนไปตามเวลา หรืออาจเกิดจากการปิดเครื่องอย่าง
กะทันหัน ขณะที่หัวอ่านฮาร์ดดิสก์กำลังทำงานอยุ่
ตำแหน่ง Fragment เสียหาย : รูปแบบของอาการนี้ อาจเกิดจากปัญหาไฟดับ หรือเครื่องถูกปิดกะทันหัน ทำให้ตำแหน่งอ้างอิงถึงไฟล์ข้อมูลบนดิสก์
เกิดความผิดพลาด ต้องอาศัยการกู้ข้อมูลกลับคืนมา
ใน Windows มีเครื่องมือ Check Disk ที่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งเครื่องมือนี้จะคล้ายกับ Scan Disk ใน Windows รุ่นก่อน แต่ไม่ได้นำมารวม
ไว้ในกลุ่มโปรแกรม System Tools เนื่องจาก Windows จะเรียกใช้โปรแกรมนี้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว หากเกิดความผิดพลาดในระหว่าใช้งานคอมพิวเตอร์ เช่น ไฟ
ดับ หรือเครื่องถูกปิดกะทันหัน เพื่อตรวจสอบว่าข้อมุลถูกบันทึกผิดพลาดในฮาร์ดดิสก์หรือไม่ คือ เครื่องมือนี้โดยปกติไม่ได้มีไว้ให้ผุ้ใช้เรียกใช้โดยตรง ยกเว้นเสีย
ว่า ฮาร์ดดิสก์ที่เราใช้นั้นเก่าแล้ว หรือประสบกับปัญหา เช่น เครื่องได้รับการกระทบกระเทือน แม้ยังไม่เกิดปัญหาร้ายแรม แต่เราอาจต้องเรียกเครื่องมือ Check
Disk มาลองตรวจดูว่าฮาร์ดดิสก์มีปัญหาหรือไม่ ดังนี้



คลิกเมาส์ขวาไดรว์ที่เราต้องการตรวจสอบและเลือกคำสั่ง Properties จากหน้าต่างPropertiesให้เราไปที่แท็บToolsคลิกเมาส์ที่ปุ่ม
เพื่อเรียก Check Disk ขึ้นมา เลือกวิธีตรวจสอบดิสก์ได้ดังนี้ (เลือกเพียงข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งสองข้อก็ได้)

Automatically fix file system errors :
ให้แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับระบบไฟล์ที่พบบนดิสก์โดยอัตโนมัติ
Scan for and attempt recovery of bad sectors :
ตรวจสอบ และพยายมกู้คืนตำแหน่งที่พบว่าเป็นจุด Bad Sector บนดิสก์

คลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อเริ่มต้นการตรวจสอบ หากพอข้อผิดพลาด Check Disk ก็จะพยายมแก้ไขปัญหาให้โดยอัตโนมัติ เมื่อการตรวจสอบ
เสร็จแล้ว ก็จะรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบ (คลิกที่ See details เพื่อดูรายละเอียด) จากนั้นให้คลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อจบขั้นตอน

4. ย้อนเวลาให้กับระบบเมื่อเกิดปัญหา
เครื่องมือ System Restore ใน Windows ทำให้เราสามารถยกเลิกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับคอมพิวเตอร์ของเราได้ เช่น ถ้าเราติดตั้งโปรแกรมใหม่ และ
พบว่าทำให้เครื่องมีอาการแฮงค์บ่อยๆ หรือเผลอไปลบไฟล์ระบบใน Windows ไป เราก็สามารถเรียกใช้ System Restore เพื่อยกเลิกการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
ได้
System Restore จะมีการบันทึกสถานะเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราอยู่เป็นช่วง ๆ ซึ่งเราสามารถนำเครื่องของเราย้อนกลับไปสู่สถานะเดิมที่บันทึกไว้ได้
โดยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นกับไฟล์ข้อมูล และไฟล์ในโฟลเดอร์ My Documents

4.1 เมื่อใดบ้างที่มีการสร้างจุดย้อนกลับ
System Restore จะสร้างจุดย้อนกลับโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เราเลือกใช้เพื่อย้อนกลับไปยังสถานะเดิมได้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนี้


เมื่อเริ่มใช้ Windows ครั้งแรก จะมีการบันทึกสถานะนั้นไว้เป็นจุดย้อนกลับเมื่อเราใช้ Windows ครั้งแรก

เมื่อมีการใช้งานปกติ System Restore จะสร้างจุดตรวจสอบโดยอัตโนมัติทุก ๆ 10 ชั่วโมงทีึ่คอมพิวเตอร์ของเราเปิดอยู่

ก่อนที่จะทำการติตตั้งโปรแกรม เมื่อใดที่เราจะติดตั้งโปรแกรมต่าง ๆ ใน Windows เราจะต้องเรียกโปรแกรมติตดั้งขึ้นมาก่อน เช่น Installshield และ
Windows Installer ซึ่ง System Restore จะสร้างจุดย้อนกลับขึ้นโดยอัตโนมัติก่อนติดตั้งโปรแกรม (การลบโปร
แกรมโดยปกติจะไม่ใช้วิธีนี้ แต่จะใช้ Add/Remove Programs ใน Control Panel)

ก่อนที่เราจะทำการอัพเดต Windows ถ้าเราใช้ Windows Update ทำการอัพเดต Windows ให้ทันสมัย System Restore จะสร้างจุดย้อนกลับก่อนการ
ติตตั้งโปรแกรมต่าง ๆ เพื่ออัพเดต Windows


4.2 ขั้นตอนการย้อนกลับสถานะ
ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเคยใช้ได้ดีมาก่อน แต่หลังจากที่ได้มีการติตตั้งโปรแกรมหรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่ กลับพบว่ามีอาการแฮงค์บ่อยๆ หรือ
เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไฟล์ระบบถูกลบไปโดยบังเอิญ เช่น มีเด็กเปิดเครื่องของเราเล่นเกม แต่ด้วยความซุกซนได้สั่งลบไฟล์ และส่วนประกอบต่าง ๆ ของ Windows Vista ไป เราก็สามารถย้อนกลับไปตั้งแต่แรกก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ได้ โดยใช้ System Restore ซึ่งจะบันทึกสถานะเครื่องคอมพิวเตอร์ของ
เราอยู่เป็นช่วง ๆ เพื่อให้เราสามารถนำเครื่องของเราย้อนกลับไปสุ่สถานะเดิมที่บันทึกไว้ได้ โดยจะไม่มีผลกระทบกับไฟล์ข้อมูลใด ๆ





4.3 ยกเลิกการย้อนกลับสถานะ
ถ้าหลังจากที่ย้อนกลับสถานะของเครื่อง และพบว่าไม่ช่วยแก้ไขปัญหา เราสามารถสั่งยกเลิกการย้อนกลับครั้งนี้ได้ โดยเรียก System Restore และเลือก
Undo System Restore และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



4.4 จุดย้อนกลับที่เราสร้างขึ้นเอง
เราสามารถสร้างจุดย้อนกลับได้เอง หากเราคิดจะทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับเครื่องที่เสี่ยง และอาจทำให้คอมพิวเตอร์ของเรามีปัญหาในการทำงาน
ได้ โดยเมื่อเราเข้าสู่โปรแกรม System Restore ให้คลิกเมาส์เลือก Open System Protection และเลือกสร้างจุดย้อนกลับด้วยตนเอง ดังนี้

การติดตั้งระบบปฏิบัติการ


หลังจากที่จัดเตรียมฮาร์ดดิสก์ในการติดตั้งเครื่องใหม่ หรือฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์เดิมที่ระบบเกิดความเสียหายแล้ว ต่อไปเป็นขั้นตอนการติดตั้งระบบปฏิบัติการ
ลงบนเครื่อง ระบบปฏิบัติการจะเป็นเหมือนส่วน ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทั้งหมดภายในเครื่อง เป็นตัวกลางระหว่างโปรแกรมใช้งานต่าง ๆ กับ
อุปกรณ์บนเครื่อง โดยในบทนี้จะกล่าวถึงการติดตั้งของระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์ที่ได้รับความนิยมอย่าง Windows XP และ Windows Vista

1. ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows XP

Windows XP เป็นระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์ ถูก
ออกแบบให้มีสีสัน อินเทอร์เฟสที่ดูสดใส ซึ่งมีอยู่ 3 รุ่นด้วยกัน
คือ Windows XP Home Edition สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
Windows XP Professional สำหรับการใช้งานในระดับสูง
และงานด้านเครือข่าย และ Windows XP Tablet PC Edition
ที่ทำงานอยู่บนเครื่อง Tablet PC


Windows XP ได้พัฒนาระบบการติดตั้งที่ง่ายขึ้น มาพร้อมตัวช่วยต่างๆ ที่ทำให้การติตดั้งทำได้สะดวกกว่ารุ่นก่อน ๆ มาก เช่น มีตัวเลือกให้เราฟอร์แมตพาร์
ทิชั่นบนฮาร์ดดิสก์ก่อนติดตั้ง รวมทั้งสามารถเลือกระบบจัดเก็บไฟล์ที่ใช้กับพาร์ทิชั่นที่จะติดตั้ง Windows XP ได้อีกด้วย (สามารถเลือกได้ทั้งระบบ FAT32 หรือ
NTFS ที่ใช้กับ Windows 2000/NT ได้)

1.1 ความต้องการของระบบสำหรับติดตั้ง Windows XP
สำหรับการทำงานขั้นพื้นฐาน คอมพิวเตอร์ที่ใช้ติตตั้ง Windows XP จะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย ดังนี้


ส่วนประกอบ รายละเอียดขั้นต่ำ
ซีพียู ความเร็ว 300MHz ขึ้นไป (แต่หากต้องการประสิทธิภาพในการทำงาน
ที่สูงขึ้นควรใช้ความเร็ว 600 MHz ขึ้นไป)

หน่วยความจำ ขนาด 128 MB ขึ้นไป

ฮาร์ดดิสก์ พื้นที่ว่าง 1.5 GB ขึ้นไป

จอแสดงผล VGA หรือ Super VGA ความละเอียด 800 X 600 หรือสูงกว่า

อุปกรณ์อื่น ๆ ไดรว์ CD-ROM/RW/DVD, ฟล็อปปี้ดิสก์ไดรว์, การ์ดเครือข่าย และโม
เด็ม


1.2 ขั้นตอนการติดตั้ง Windows XP
ในการติตตั้ง Windows XP ลงบนเครื่องใหม่ที่ยังไม่มีการติดตั้งระบบปฏิบัติการลงไป หรือหลังเราฟอร์แมตเครื่องแล้ว สามารถทำได้โดยให้เครื่องบู๊ตจาก
แผ่นซีดีติตตั้ง Windows XP และเข้าสู่การติดตั้ง Windows ต่อไป ดังนี้

1. ใส่แผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP ในเครื่อง จากนั้นเครื่องจะบู๊ตจากแผ่นติดตั้งนี้ ซึ่งจำเข้าสู่หน้าจอเมนู Windows XP Setup ให้กด <Enter> เพื่อเลือก
เริ่มต้นการติดตั้ง Windows XP



2. จะเข้าสู่หน้าต่างข้อตกลงในการติดตั้ง (Windows XP Licensing Agreement) ให้กด <F8> เพื่อเลือกตกลง และเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป



3. หน้าจอถัดมา จะแสดงพาร์ทิชั่นพร้อมขนาดของพาร์ทิชั่นทั้งหมดที่มีอยู่บนเครื่องของเรา ให้เลือกพาร์ทิชั่นที่ต้องการติดตั้ง Windows XP และกด
<Enter>



4. จากพาร์ทิชั่นที่เลือก โปรแกรมติดตั้งจะให้เลือกจัดการกับพาร์ทิชั่น ดังนี้




เลือก Format พาร์ทิชั่นและแปลงระบบจัดเก็บไฟล์เป็น NTFS (Format อย่างเร็ว)
เลือก Format พาร์ทิชั่นและแปลงระบบจัดเก็บไฟล์เป็น FAT32 (Format อย่างเร็ว)
เลือก Format พาร์ทิชั่นและแปลงระบบจัดเก็บไฟล์ให้เป็นแบบ NTFS
เลือก Format พาร์ทิชั่นและแปลงระบบจัดเก็บไฟล์ให้เป็นแบบ FAT32
เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเก็บข้อมูลบนพาร์ทิชั่นเป็นแบบ NTFS
ให้ทำการคงระบบเดิมไว้ โดยไม่ต้องฟอร์แมตและเปลี่ยนแปลงระบบไฟล์
ในที่นี้ทำการเลือกให้ฟอร์แมตพาร์ทิชั่นที่เลือก และเปลี่ยนแปลงระบบไฟล์เป็นแบบ NTFS จากนั้นให้กด <Enter> จากนั้นโปรแกรมติดตั้งจะคัดลอกไฟล์ที่
จำเป็นลงในเครื่อง และทำการรีสตาร์ทเครื่องเพื่อเข้าสู่การติดตั้ง Windows XP

5. โปรแกรมติตดั้งจะสอบถามเราถึงสถานที่ (ประเทศ) และภาษาสำหรับติดตั้งลงใน Windows XP ในส่วนนี้ข้ามไปได้ โดยคลิกเมาส์ที่ปุ่ม





6. จากนั้นโปรแกรมติดตั้งจะให้เราใส่ชื่อผู้ใช้และหน่วยงาน และระบุ Product Key ของ Windows XP และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



7. กำหนดวันและเวลาที่กรอบ Date & Time และกำหนดช่วงเวลาของภูมิภาคที่เราอยู่ กำหนด Time Zone จากนั้นคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



8. โปรแกรมจะให้เรากำหนดการติดตั้งการทำงานบนระบบเครือข่าย (Network Settings) โดยมีตัวเลือกดังต่อไปนี้




ตัวเลือก คำอธิบาย
Typical settings : กำหนดให้มีการติดตั้งระบบเครือข่ายแบบปกติ โดยจะมีการติดตั้งการเชื่อม
ต่อให้กับเครื่องของเราเป็นเครื่องลูกข่าย ให้สามารถกำหนดไฟล์เพื่อใช้งาน
ร่วมกันในเครือข่าย พร้อมติตดั้งโปรโตคอล TPC/IP ให้โดยอัตโนมัติ

Custom settings : เลือกกำหนดส่วนการติดตั้งระบบเครือข่ายด้วยตนเอง เลือกการติดตั้งระบบ
เครือข่ายแบบ Typical settings แล้วคลิกเมาส์ที่ปุ่ม


9. เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมเสร็จสมบูรณ์แล้ว โปรแกรมติดตั้งจะรีสตาร์ท และเริ่มต้นระบบขึ้นใหม่ หน้าจอแรกที่ปรากฏขึ้นคือหน้าต่างยินดีต้อนรับสู่
Microsoft Windows ให้เราคลิกเมาส์ที่ปุ่ม Next



10. จากนั้นเป็นการลงทะเบียนกับไมโครซอฟท์ และการกำหนดผู้ใช้ที่สามารถเข้าใช้ Windows XP โดยกำหนดเป็น User Account เพื่อใช้ล็อกออนเข้า
สู่การใช้งาน Windows ในช่อง Your name, 2nd User, 3rd User, ... ตามลำดับ



จากนั้นจะเข้าสู่หน้าจอล็อกออนเข้าใช้งาน Windows XP เราสามารถคลิกเมาส์เลือกชื่อ User Account เพื่อเข้าสู่ Windows XP ได้ทันที (User Account เหล่านี้ เราสามารถเพิ่มและปรับแต่งได้ในภายหลัง)

2. ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows Vista
สำหรับ Windows Vista แต่ละรุ่นนั้น ต้องการสเป็คเครื่องที่แตกต่างกันไป ซึ่งสเป็คเครื่องดังกล่าวนี้ถือเป็นความต้องการขั้นต่ำ เพื่อใช้ Windows Vista ได้อย่างราบรื่น โดยสเป็คเครื่องจะเน้นไปที่ระบบแสดงผลของเครื่อง และพื้นที่ว่างที่มากถึง 15 GB ดังรายละเอียดต่อไปนี้

2.1 ความต้องการของระบบสำหรับติดตั้ง Windows Vista
แบ่งสเป็คเครื่องติดตั้ง Windows Vista ออกเป็น 2 ระดับ คือ สเป็คเครื่องแบบ Capable PC และ Premium Ready PC ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้


สเป็คเครื่องแบบ หน้าที่การทำงาน
Capable PC เป็นสเป็คเครื่องขั้นต่ำที่ขอให้รัน Windows Vista ได้ก็พอ โดยสเป็คเครื่องระดับนี้สามารถใช้ติดตั้ง
Windows Vista ได้ แต่ไม่รองรับส่วนการแสดงผล 3 มิติที่เรียกว่า Aero ปัจจุบันผู้ผลิตและจำหน่าย
เครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีโลโก้ Windows Vista Capable ที่แสดงว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้สามารถรัน
Windows Vista ได้

Premium PC เพื่อการใช้งาน Windows Vista ได้อย่างเต็มทุกความสามารถ โดยเฉพาะการใช้การแสดงผลแบบ
Windows Aero เช่น การดูภาพตัวอย่างของไฟล์แบบ Real-time การเลือกสลับการทำงานของหน้า
ต่างแบบ 3 มิติ การปรับขนาดแบบสเกล การแสดงผลของหน้าต่างแบบโปร่งใส เป็นต้น



สำหรับรายละเอียดสเป็คเครื่องระหว่าง Capable PC และ Premium Ready PC มีดังนี้


Windows Vista Capable PC Windows Vista Premium PC
หน่วยประมวลผล (ซีพียู) ความเร็ว 800 MHz ขึ้นไป ความเร็ว 1 GHz ขึ้นไป
(แบบ 32 บิต หรือแบบ 64 บิต)

หน่วยความจำ 512 MB ขึ้้นไป 1 GB ขึ้นไป

ระบบแสดงผล รองรับ DirectX9

เพื่อการแสดงผล Windows Aero
ควรรองรับ
DirectX 9
WDDM Driver
Pixel Shader 2.0
32 บิต/พิกเซล

แรมบนการ์ดแสดงผล - 128 MB

ฮาร์ดดิสก์ 40 GB
และมีพื้นที่ว่าง 15 GB 40 GB
และมีพื้นที่ว่าง 15 GB

อื่น ๆ ไดรว์ดีวีดี/อินเทอร์เน็ต ไดรว์ดีวีดี/อินเทอร์เน็ต



2.2 ขั้นตอนการติดตั้ง Windows Vista
Windows Vista มีขั้นตอนการติดตั้งที่ไม่ซับซ้อน เพียงแต่อาจใช้เวลานานสักหน่อย ในตัวอย่างนี้เป็นการติดตั้งแบบลงใหม่หมด (Clean install) ลงบน
เครื่องที่ยังไม่มีการติดตั้งระบบปฏิบัิติการใด ๆ ซึ่งตัว Windows Vista จะมีการฟอร์แมต และจัดการระบบไฟล์ให้เราอัตโนมัติด้วย เมื่อเราเตรียมแผ่นติดตั้ง
Windows Vista พร้อมแล้ว ให้บู๊ตเครื่องจากแผ่นนี้ ซึ่งระบบจะรันโปรแกรมติดตั้งขึ้นมาอัตโนมัติ



1. โปรแกรมติดตั้ง Windows Vista จะถูกรันขึ้นมา ให้เรากำหนดภาษาที่ใช้สำหรับการติดตั้งดังนี้
Language to install : ระบุภาษาที่ใช้สำหรับหน้าต่างติดตั้งโปรแกรม
Time and currency format : ระบุมาตรฐานวัน/เวลาและสกุลเงินที่ใช้
Keyboard or input method : ระบุภาษาหลักที่ใช้บนคีย์บอร์ด
จากนั้นคลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป



2. คลิกเมาส์ที่ปุ่ม Install Now เพื่อเริ่มต้นเข้าสู่การติดตั้ง

3. ระบุหมายเลขรหัสสินค้า (Product Key) ของ Windows Vista เพื่อสามารถติดตั้งต่อไปได้ (Windows Vista มีระบบ Activation สำหรับตรวจสอบ
ความเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ภายหลังจากติดตั้งและเริ่มใช้งานระบบด้วย) จากนั้นให้คลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป



4. หน้าต่างถัดไปเป็นข้อตกลงในการใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows Vista พร้อมทั้งบอกรายละเอียดเวอร์ชั่นของ Windows Vista ให้ทราบ ให้เรา
เลือก I accept the license terms เพื่อยอมรับ และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



5. เลือกรูปแบบการติดตั้ง Windows Vista ลงบนเครื่อง ว่าเป็นการติดตั้งแบบใด โดยมีตัวเลือกดังนี้
Upgrade : ติดตั้ง Windows Vista แบบอัพเดต ใช้ในกรณีที่เราติดตั้งและใช้งาน Windows เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้บนเครื่อง โดยระบบจะเก็บไฟล์ข้อมูล
โปรแกรมและค่าการเซตระบบไว้คงเดิม
Custom : เลือกกำหนดการติดตั้งด้วยตนเอง โดยโปรแกรมจะให้เรากำหนดไดรว์สำหรับติดตั้งต่อไป ในที่นี้เราเลือกการติดตั้งแบบ Custom



6. เลือกไดรว์สำหรับติดตั้ง Windows Vista ซึ่งต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 15 GB และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปจากนั้นโปรแกรม
ติดตั้งจะทำการคัดลอกไฟล์ที่จำเป็นลงบนเครื่อง และเริ่มต้นติดตั้ง Windows Vista ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานพอสมควร



7. หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว จะเข้าสู่หน้าต่าง Choose a user name and picture ให้เราระบุค่าต่าง ๆ ดังนี้

หัวข้อ Type a user name : ระบุชื่อผุ้ใช้
หัวข้อ Type a password : ระบุรหัสผ่านสำหรับชื่อนี้
หัวข้อ Choose a picture... : เลือกรูปภาพประจำตัว
และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



8. หน้าต่างถัดมาเป็นการระบุชื่อให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับใช้งานในเครือข่าย โดยตั้งชื่อที่ช่อง Type a computer name รูปด้านล่างเป็นการเลือก
ภาพเริ่มต้นที่จะใช้เป็นพื้นหลังของเดสก์ท็อปใน Windows Vista หลังเลือกภาพแล้ว ให้เราคลิกเมาส์ที่ปุ่ม เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป



9. เลือกรูปแบบการอัพเดต Windows Vista (หลังจากติดตั้งจะมีการอัพเดตเสมอ ๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเราสามารถเลือก กำหนดรูปแบบการอัพเดต
ได้ก่อนในส่วนนี้) โดยมีตัวเลือกต่าง ๆ ดังนี้

Use recommended settings : เลือกกำหนดค่ามาตรฐานที่ระบบกำหนดไว้ให้เกี่ยวกับการอัพเดต Windows
Install important updates only : เลือกอัพเดตเฉพาะส่วนที่สำคัญ หรือปัญหาที่ต้องแก้ไขจริง ๆ เท่านั้น (Critical updates)
Ask me later : ก่อนอัพเดต ให้มีหน้าต่างถามก่อนทุกครั้งว่าต้องการอัพเดตหรือไม่

ในที่นี้เราเลือกกำหนดตามมาตรฐานที่ระบบกำหนดไว้เบื้องต้น



10. หน้าต่างถัดมาเป็นการกำหนดไทม์โซน (Timezone) และระบุค่าวัน/เวลา (Date) ให้กับระบบ จากนั้นคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



11. คลิกเมาส์ปุ่ม ก็เป็นอันจบขั้นตอนการติดตั้ง และกำหนดค่าเบื้องต้นให้กับ Windows Vista

ระบบจะทำการรีสตาร์ทเครื่อง และเมื่อเข้ามาอีกครั้ง หากเครื่องของเราเชื่อมต่ออยู่กับระบบเครือข่าย Windows Vista จะค้นหาเครือข่าย และเราสามารถ
ทำงานด้วยได้ทันที จากนั้นจึงเข้าสู่การทำงานบน Windows Vista เป็นครั้งแรก (พร้อมด้วยแบ็คกราวด์ที่เรากำหนดในขั้นตอนติดตั้ง) โดยปรากฏหน้าต่าง
Welcome Center ที่เราเลือกกำหนดค่าการใช้งานต่าง ๆ ในเบื้องต้นได้

3. การติดตั้งโปรแกรมใหม่ใน Windows
บนระบบปฏิบัติการ Windows นั้นจะมีโปรแกรมพื้นฐานบางส่วนให้เราสามารถเลือกใช้งานได้ทันที เช่น โปรแกรม Paint, Wordpadหรือโปรแกรมสำหรับ
ดูหนังฟังเพลงอย่าง Windows Media Player เป็นต้น
หากเราต้องการใช้งานโปรแกรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ เช่น Microsoft Office, Photoshop หรือ WinAmp เราสามารถนำโปรแกรมเหล่านี้มาติดตั้งลงใน
เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้เอง โดยปกติโปรแกรมแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ จะอยู่ในรูปของ CD-ROM ซึ่งต้องทำการติดตั้งในเครื่องของเราก่อนจึงจะใช้งานได้

3.1 ประเภทของโปรแกรมแอพพลิเคชั่น
การแบ่งโปรแกรมจกาหัวข้อที่ผ่านมา เป็นการแบ่งออกตามจุดประสงค์ของการใช้งาน แต่หากเราแบ่งประเภทโปรแกรมตามรูปแบบการเสียค่าใช้จ่ายเพื่อ
จะได้โปรแกรมนั้น ๆ มาใช้งาน จะแบ่งออกได้ดังนี้

1) โปรแกรมประเภทลิขสิทธิ์
โปรแกรมลิขสิทธิ์ (Copyright) นี้อาจพูดง่าย ๆ ว่า เป็นโปรแกรมที่ต้องซื้อมาใช้งานนั่นเอง โปรแกรมประเภทนี้มัมีประสิทธิภาพสูง และมีเสถียรภาพในการ
ใช้งานตามที่เราต้องการแทบทุกอย่าง เพราะจัดทำขึ้นจากทีมงานของผู้ผลิตอย่างดี และมีการแข่งขันกันสูง ตัวอย่างสำหรับโปรแกรมประเภทนี้ เช่น Microsoft
Office, Adobe Photoshop, Macromedia Flash เป็นต้น

2) โปรแกรมประเภทฟรีแวร์ (Freeware)
โปรแกรมประเภทนี้ เป็นโปรแกรมที่เราสามารถหามาติดตั้งใช้งานได้ฟรี ส่วนใหญ่จะมาจากการดาวน์โหลดฟรีจากเว็บไซต์ที่ให้บริการทางด้านนี้ โปรแกรม
ฟรีแวร์ส่วนใหญ่ จามาจากผู้ผลิตที่เขียนโปรแกรมมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้านเจาะจง และนำออกมาให้ผู้อื่นได้ลองใช้ร่วมกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ นี่คือข้อดีของ
โปรแกรมประเภทนี้

3) โปรแกรมประเภทแชร์แวร์ (Shareware)
โปรแกรมประเภทนี้อาจกล่าวได้ว่า อยู่กึ่งกลางระหว่างโปแกรมที่แจกจ่ายให้ใช้งานได้ฟรี และที่ต้องซื้อมาใช้งานจริงด้วย เพราะโปรแกรมจะให้เราสามารถ
นำไปติตดั้งเพื่อทดลองใช้งานได้ก่อน และกำหนดระยะเวลาที่เราสามารถเข้าใช้งานได้ หรืออาจทำงานได้เพียงบางฟังก์ชั่นเท่านั้น ถ้าอยากใช้โดยไม่จำกัดระยะ
เวลาการใช้งานก็ต้องจ่ายเพื่อนำเวอร์ชั่นจริงมาใช้งานต่อไป

3.2 ตัวอย่างการติดตั้งโปรแกรม
การติดตั้งโปรแกรม จะมีขั้นตอนที่คล้ายกัน ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่างเพียง 1 ตัวอย่าง คือ การติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office 2003 ส่วนสำคัญที่เราต้อง
ทราบก็คือ รหัสสำหรับการติดตั้งโปรแกรมนั้น หรือเรียกกันว่า Serial Number หรือ Product Key ซึ่งหากเราซื้อมาอย่างถูกลิขสิทธิ์ รหัสเหล่านี้จะปรากฏอยู่บน
กล่องสินค้าอยู่แล้ว
ก่อนอื่นให้เราปิดโปรแกรมทั้งหมดที่เปิดอยู่ ใส่แผ่นติดตั้ง Office 2003 ในไดรว์ซีดี โปรแกรมติดตั้งจะทำงานโดยอัตโนมัติ และเริ่มขั้นตอนการติดตั้งโปร
แกรมดังนี้



1. จากหน้าต่างช่วยในการติดตั้งโปรแกรมของ Microsoft Office 2003 ให้เราป้อนรหัสสำหรับติดตั้งโปรแกรมในช่อง Product Key (เราจะพบรหัสนี้ได้
หลังกล่องใส่แผ่นซีดีติดตั้ง หรืออาจเป็นเอกสารที่มาในกล่อง Office 2003) และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



2. ป้อนชื่อ และบริษัท และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



3. ต่อไปเป็นข้อตกลงเกียวกับการใช้งาน Office 2003 ให้คลิกเลือก I accept the terms in the License Agreement เพื่อยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวจึงจะ
ติดตั้งโปรแกรมต่อได้ จากนั้นให้คลิกเมาส์ที่ปุ่ม



4. ในขั้นตอนนี้เราสามารถเลือกติดตั้ง Office 2003 แบบทั่วไป (Typical Install) หรือเลือกติดตั้งแบบสมบูรณ์ (Complete) หรือจะกำหนดรายละเอียด
การติดตั้งด้วยตนเองก็ได้ (Custom) และคลิกเมาส์ที่ปุ่ม



5. โปรแกรมจะเริ่มต้นทำการติดตั้งOffice 2003ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาพอสมควรหลังจากการติดตั้ง Office 2003 เสร็จสิ้นให้คลิกเมาส์ปุ่ม

หลังจากนั้นเราสามารถเข้าใช้งานโปรแกรมที่เพิ่งติดตั้งเสร็จนั้นได้ทันที ( บางโปรแกรมอาจต้องให้รีสตาร์ทเครื่องก่อน) จากเมนู All Programs ของ
Windows หรือในบางโปรแกรมอาจสร้าง Shortcut ของโปรแกรมไว้บนหน้าจอเดสก์ท็อปเพื่อให้เราดับเบิ้ลคลิกเข้าใช้งานโปรแกรมได้ทันที
การติดตั้งโปรแกรมใหม่นั้น แต่ละโปรแกรมไม่ได้มีขั้นตอนหรือหน้าต่างช่วยในการติดตั้งเหมือนกันทั้งหมดเราจำเป็นต้องอ่านรายละเอียดภายในหน้าต่างนั้น
เพื่อให้การติดตั้งถูกต้อง และไม่เกิดปัญหาขึ้นกับระบบภายหลังด้วย